วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เคล็ด(ล้าบ)...กระตุ้นการทำงาน


นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เรื่องน้ำท่วมยังไม่จบลงง่ายๆ ผมก็ขอภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์อะไรมากไปกว่านี้ เพราะรู้สึกว่าจะเป็นการสูญเสียมากสำหรับประเทศไทยตอนนี้ มาเข้าเรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้ดีกว่า มันเป็นเรื่องของการทำงาน ที่ผานมาผมคิดว่า...เรื่องหนึ่งที่หัวหน้างานทั้งหลาย ต่างก็อยากที่จะทำ และหากได้ทำบ้างก็อาจจะถึงกับเปรยด้วยความคาดไม่ถึงว่า การกระตุ้นให้ใครคนนึงทำงาน โดยเฉพาะหากใครคนนั้นเป็นลูกน้องหรือทีมงาน ทำงานให้ด้วยความเต็มใจ ทุ่มเท แล้วล่ะก็ แม้ฟังดูง่ายเสียเหลือหลาย แต่ไฉนเวลาจะทำให้มันเวิร์คจริง ๆ มันกลับยากกว่าที่คิดคาดไว้ ว่าไปแล้ว ผมเองในฐานะหัวหน้างานระดับผู้บริหารและที่ปรึกษาที่มีลูกน้องร่วมงานหลายคน ก็ไม่ปฏิเสธความจริงที่ว่านี้เลยครับ ก็มันยากเหมือนที่เกริ่นไว้ ยิ่งจำเพาะในภาวะที่องค์การต้องรัดเข็มขัดเนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วรุนแรงจากการแข่งขันทางธุรกิจ ผนวกเข้ากับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและความปั่นป่วนแทบล่มสลายทางธุรกิจที่ผ่านมาไม่กี่เดือนก่อนหน้า ช่างเป็นภาวะที่ยากลำบากเสียนี่กระไร

เมื่อสถานการณ์บีบให้องค์การอาจจะต้องรัดเข็มขัด ควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งหลายทั้งปวงที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลผลิตตามที่เคยหวัง ก็ดูเหมือนการกระตุ้นจูงใจ หรือการซื้อใจคนทำงาน กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากเย็นไม่น้อย กล่าวแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับ หลายท่านอาจจะเคยคิดหรือคิดเหมือนผมในสมัยหนึ่ง เพราะมองในเรื่องของเงินเป็นที่ตั้ง มองไปแนวทางเดียวกันว่า คนทำงานที่ต้องใช้กำลังแรงงานและสติปัญญานั้น ก็แลกกับผลตอบแทนที่องค์การให้ ไม่ว่าจะในรูปของเงินเดือน โบนัส หรือสวัสดิการที่ดีหรือไม่อาจตีค่าเป็นตัวเงินได้แทบทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเงินก็เลยมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้พนักงานมีแรงใจและแรงกายทำงานเป็นตัวหลัก แต่เงิน เป็นตัวกระตุ้นความเต็มใจในการทำงานอย่างเดียวหรือเปล่าล่ะ...ยังเป็นที่น่าสงสัยไม่น้อย ใช่มั้ยครับ ?


ผมขอตอบแบบพื้นฐานก็คงต้องว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน มันต้องมีอะไรอีกสิ แต่อะไรที่ว่านั้น ลองช่วยกันคิดสิครับ มีอะไรบ้าง และลองช่วยกันเจาะจงลงไปที่บทบาทของหัวหน้างานสักนิดสิครับ หัวหน้างานจะต้องทำอย่างไรบ้าง นอกจากจะคิดเรื่องเงิน เพื่อให้ลูกน้องทำงานแบบเต็มใจมุ่งมั่น ลองฟังทางนี้ดูครับ....ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคนและพัฒนาองค์การ อย่าง Mckinsey & Company เคยทำการสำรวจเรื่องทำนองนี้ไว้เมื่อไม่นานก่อนหน้า ได้ข้อสรุปหลายประเด็นที่น่าสนใจ ผมขอนำมาเล่าต่อ กล่าวก็คือ โบนัสนี่ล่ะครับพี่น้อง เป็นสิ่งตอบแทนที่มีประสิทธิผลในการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจของคนทำงานมากที่สุด รองลงมาก็การขึ้นเงินเดือนหรือ Merit increase ก็มีผลสูงมากไม่ด้อยไปกว่ากัน ที่ว่าเช่นนี้ หมายความง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านได้ว่า หากจะให้พนักงานมีกำลังใจทำงานล่ะก็ เรื่องการขึ้นเงินเดือน จะรอบปี หรือปีละสองหน และการจ่ายโบนัสนี่เอง ได้ผลสุด แต่กระนั้น ในยามที่องค์การขัดสน จนเงินแต่ไม่จนใจ เรื่องใจนี่เอง ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลไม่น้อยเช่นกัน ในรายงานการสำรวจของ Mckinsey & Company บอกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้การขึ้นเงินเดือนจะมีผลต่อความตั้งอกตั้งใจทำงานก็ตาม แต่หากการขึ้นเงินเดือนที่บางครั้งอาจจะน้อย แต่อยู่ในระดับที่เขารับได้หรือ happy กับตัวเลขที่อาจจะน้อยแล้ว พนักงานก็มักจะมองหาอย่างอื่นมาทดแทน และเจ้าสิ่งที่พนักงานมองหาทดแทนกลับเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าครับ น่าสนใจมั้ยล่ะ...

เรื่องของใจที่ว่านี้ ดูจากผลการสำรวจแล้ว กล่าวได้ว่า แทบจะไม่ต้องลงทุนเลยล่ะครับ โดยประกอบไปด้วย การชื่นชมอย่างจริงใจจากหัวหน้างาน พบว่า มีประสิทธิผลในระดับสูงไม่น้อยครับ รองลงมาคือ การดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดจากหัวหน้างาน ผลจากการสำรวจบอกเราให้หัวหน้างานทั้งหลายที่ต้องการได้ใจลูกน้อง ควรหมั่นไต่ถามสารทุกข์สุกดิบลูกน้องเสียบ้าง อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวครับ เจ้านายควรสนใจสอบถามบ้างว่า ลูกทีมของคุณมีปัญหาอะไรที่ต้องการให้คุณช่วยแก้ไขมั้ย แม้ว่าเขาจะไม่ถามเราก็ตาม และลำดับต่อมาก็คือ การให้โอกาสลูกน้องที่จะแสดงฝีมือให้เห็น ให้เขาได้ทุ่มเทพลังแรงกายและแรงใจโดยไม่ดูแคลน หรือกอดงานไว้กับตัวท่าเดียว ว่ากันไปแล้วก็คือ การที่หัวหน้างานจะต้องรู้จักมอบหมายงานให้มีประสิทธิภาพนั่นเองครับ ฟังแบบนี้หลายท่านอาจจะบอกว่า โอย ! เรื่องพวกนี้ เบสิค หัวหน้างานที่ไหนก็ทำ แต่ผลการสำรวจที่ทำโดย Mckinsey & Company ที่ว่าไป ขนาดว่าทำในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถือว่าก้าวหน้านี้นะ กลับพบว่า แท้จริงนั้น หัวหน้างานให้ความสนใจทำเรื่องพวกนี้เพื่อจูงใจ หรือกระตุ้นให้ลูกน้องทำงานน้อยมากครับ เพราะอะไรน่ะหรือ ตอบว่า เพราะหัวหน้างานทั้งหลายก็ยังคงคิดว่า เงินคือสิ่งเดียวที่แน่แท้สำหรับการสร้างขวัญกำลังใจอย่างชะงัด ประมาณว่าเงินดี งานเดิน ทุ่มกันเลยเต็มที่ เพราะยังงัยก็เป็นเงินของบริษัท ผมก็ว่าที่คิดแบบนี้น่ะไม่ผิดหรอกครับ แต่ไม่ครบจะดีกว่ามั้ย ? หากเงินก็มีใจก็ให้กัน คุณผู้อ่านว่าอย่างไรครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น