
..นี่นับเป็นผลงานสุดยอดแห่งความภาคภูมิใจของพระเอกจอมสู้ฟัดอย่าง “เฉิงหลง” เลยทีเดียว สำหรับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง "1911 Revolution" ที่สร้างขึ้นในวาระครบรอบ 100 ปีเหตุการณ์ปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิง โดยเฉิงหลงระบุเป็นหนังเรื่องที่ 100 ของเขา และเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสสวมบทบาทเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ด้วย เฉิงหลง นักแสดงนำ ควบเก้าอี้ผู้กำกับใหญ่ของเรื่องนี้เปิดใจถึงการร่วมงานครั้งนี้ว่า เดิมทีผลงานเรื่องที่ 100 ของเขานั้น เขาตั้งใจจะเก็บไว้เพื่อแสดงนำในหนังเรื่อง “12 ราศี” ที่จะควักกระเป๋าลงทุน แต่แล้วเมื่อมีโอกาสได้อ่านบทภาพยนตร์ของเรื่องปฏิวัติซินไฮ่ เขาก็ตัดสินใจพับโครงการไว้ก่อน หันมารับงานนี้แทน เพราะหนังของเขาจะถ่ายทำเมื่อไรก็ได้ แต่ในวาระครบรอบ 100 ปีปฏิวัติซินไฮ่นี้ เป็นช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การรำลึก เขาให้สัมภาษณ์ว่า “คิดดูสิ พอถึงครบรอบปีที่ 150 ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าผมไปอยู่ที่ไหนแล้ว โอกาสแบบนี้มีแค่ครั้งเดียวนะ” เป้าหมายของเขาคืออยากให้คนรุ่นหลังและชาวจีนโพ้นทะเลได้มีโอกาสรับรู้ว่ากว่าจะมีประเทศจีนอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย บ่อยครั้งทีเดียวที่เราได้ยินคำว่า “แมนดาริน” ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าหมายถึงจีน กระผมเองก็เคยเข้าใจเช่นนั้น กระทั่งได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นจากเอกสารตำราต่างๆ รวมกระทั่งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรอบรู้ในเรื่องจีนทั้งในและนอกประเทศ จึงทำให้เกิดความรู้กระจ่างขึ้นถึงที่มาของคำว่า “แมนดาริน” และรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ นับจากนั้นกระผมก็เลิกใช้คำนี้อีกในความหมายใดๆ ที่หมายถึงจีน เพราะที่มาของคำนี้เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวของชาวจีน

ผมขออนุญาตย้อนเล่าไปถึงประวัติศาสตร์ยุคปลายราชวงศ์หมิงสักนิดหน่อย ในยุคนั้นราชสำนักหมิงตกต่ำลงอย่างยิ่งจากเหตุการณ์เกิดศึกสายเลือด อันเป็นกีฬายอดนิยมของราชสำนักจีนทุกราชวงศ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีราชวงศ์ใหม่แทนที่ราชวงศ์เก่า ขณะที่ราชสำนักหมิงของชาวจีนเผ่าฮั่น Han ต่อสู้แย่งชิงอำนาจฟาดฟันกันสาละวันเตี้ยลงๆๆ นั้น ชนชาติหม่านจู๋ (แมนจู)man zu นอกด่านกำแพงเมืองจีนกลับทวีอำนาจอิทธิพลสูงขึ้นๆๆ กระทั่งคุกคามราชสำนักหมิงจนกินนอนไม่เป็นสุข ชาวฮั่นผู้รักชาติจำนวนมากต่างพยายามรวมตัวกันปกปักรักษาอธิปไตยของชนชาติจีนอย่างทรหดอดทน ขณะที่ราชสำนักหมิงอ่อนแอจนทำอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งป้องกันตนเองก็ยังไม่ได้ ในที่สุด ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงก็ต้องฆ่าลูกฆ่าเมียแล้วเผ่นหนีไปผูกคอตายที่ต้นไม้เพื่อรักษาเกียรติยศเพราะไม่อยากตกเป็นเชลย ถ้าใครไปเที่ยวกรุงปักกิ่งคงได้เห็นต้นไม้ที่ว่านี้ เพราะทางการได้อนุรักษ์ไว้ให้รู้ว่าตรงนั้นเคยเกิดอะไรขึ้น การที่ชาวฮั่นฆ่าฟันกันเองตั้งแต่ในราชสำนักจนถึงตามตลาดถนนหนทางเกือบทั่วทั้งแผ่นดิน จึงเป็นโอกาสอันเหมาะของชาวหม่านจู๋กรีธาทัพเข้าเหยียบกรุงปักกิ่งนครหลวง และสามารถยึดกรุงปักกิ่งได้ในเวลาไม่นานนัก

ชาวหม่านจู๋ราชวงศ์ชิง Qing เข้าปกครองจีนตั้งแต่ ค.ศ. 1644 และบังคับให้ชาวจีนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮั่นต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีหลายอย่างตามที่ชาวหม่านจู๋ต้องการ อย่างเช่นการที่ผู้ชายต้องโกนศีรษะข้างหน้าแล้วไว้เปียยาว เพื่อให้สะดวกต่อการฉุดกระชากลากจูง ในบรรดาข้อบังคับมากมายนั้น ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือการใช้ภาษาพูดตามแบบอย่างของชาวหม่านจู๋ โดยสั่งให้ชาวจีนเรียกว่าเป็นภาษาของท่านหม่านจู๋ผู้ยิ่งใหญ่ man da ren ซึ่งได้เพี้ยนเสียงมาเป็น man da rin เมืองไทยนิยมออกเสียงเป็น แมน ดา ริน ชาวจีนผู้รักชาติซึ่งไม่ยอมพูดภาษาจีนแบบแมนดาริน ถูกสังหารผลาญชีวิตไปมากมาย ขณะที่ชาวจีนผู้จำเป็นต้องตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของเจ้านายใหม่ขมีขมันกันเรียนและพูดภาษาแมนดารินกันเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อความก้าวหน้า กระทั่งร้องเพลงชาติจีนเวอร์ชันใหม่สไตล์หม่านจู๋อย่างครึกครื้น ราชวงศ์ชิงชาวหม่านจู๋ปกครองแผ่นดินจีนอย่างกดขี่เหยียดหยามชาวฮั่นอยู่นานถึง 267 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1644-1911 เวลาอันยาวนานมากกว่า ๒ ศตวรรษครึ่ง ย่อมทำให้นานมากพอที่ชาวฮั่นจำนวนมากพออกพอใจกับการที่ตนเองตกอยู่ใต้การปกครองของท่านใต้เท้าหม่านจู๋ หรือ man da ren และยังรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างยิ่งเมื่อฝรั่งเรียก man da rin เพราะรู้สึกว่าคำนี้ฟังแล้วเท่ระเบิดเถิดเทิง ยิ่งได้ยินได้อ่านฝรั่งเรียกอะไรที่เป็นจีนๆ โดยมีคำว่าแมนดาริน พ่วงท้ายเข้าไปแล้วก็รู้สึกยืดคอชูหูตั้งกระดิกมากขึ้น อย่างที่ฝรั่งเรียก เป็ดแมนดาริน ชาวจีนบางคนถึงขนาดยืดคอขึ้นเหมือนเป็ดนั้นเชียว ยังมีที่ดีใจถึงขนาดร้องก้าบๆ ตามประสาเป็ดด้วยเชียวนะจะบอกให้ หรือมิฉะนั้นก็แสดงท่าเดินแบบเป็ดให้หัวเราะกันครื้นเครง ถ้าหากมีหางด้วยคงต้องกระดิกหางอย่างน่าเอ็นดู
เมื่อทราบถึงที่มาของคำ man da rin ผมจึงเลิกใช้คำนี้ในความหมายถึงสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับจีน ส่วนใครจะชอบใช้อยู่ต่อไปก็ไม่ว่ากันครับอยากให้เมืองไทยทำหนังรักชาติแบบนี้บ้างจัง เอาช่วงที่ไทยขับไล่คอมมิวนิสต์จีนที่พยายามจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของเรา แต่สุดก็โดนขับไล่เตลิดหางจุกตูดกลับไปก็ดีนะ แนวอื่นมีเยอะแล้ว แต่แนวต่อต้านคอมมิวนิสต์ยังไม่เคยเห็นเลย ลูกหลานไทยเราต่อไปจะได้ไม่หลงเห่ล์กลใครที่มาแสร้งทำดีด้วยเพื่อล้มสถาบันเราง่ายๆ

โดยบทที่เขาได้รับคือบท “หวงซิง” แกนนำคณะปฏิวัติ ผู้ช่วยคนสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิงของดร.ซุนยัดเซ็น และยังมีบทบาทในการก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋งในเวลาต่อมา เฉิงหลงพูดถึงตัวละครตัวนี้ว่า “หวงซิง เป็นวีรบุรุษชีวิตรันทด เพื่อบรรลุอุดมการณ์แล้ว แม้ต้องล้มลุกคลุกคลานเท่าไรก็ไม่เคยย่อท้อ กระทั่งในเวลาที่สิ้นหวังที่สุด เขาก็ไม่เคยทิ้งซุนยัดเซ็น นี่คือจุดที่ทำให้ผมประทับใจที่สุด” การกระโดดรับบท "หวงซิง" ในครั้งนี้ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเขา เพราะเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ ที่เขาจะต้อง “ไม่ตลกบู๊สุ้ฟัด” แต่จะต้องเข้าฉากที่เต็มไปด้วยซีนอารมณ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงการแสดงบทเลิฟซีนอย่างถึงพริกถึงขิงกับนักแสดงสาวคนสวย “หลี่ปิงปิง” ที่มารับบท "สวีจงฮั่น" หญิงคนรักของเขา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรสตรีแห่งเซียงซาน ผู้มีบทบาทช่วยเหลือในสงครามปฏิวัติมากมาย อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าฉากดังกล่าวถูกตัดออกจากหนังฉบับที่ฉายในโรงภาพยนตร์เสียแล้ว เฉิงหลงพูดถึงประเด็นนี้ว่า “นี่เป็นข้อสรุปหลังจากผมกับจางหลีผู้กำกับร่วมได้ปรึกษากันแล้วว่า การสอดแทรกฉากเลิฟซีนร้อนแรงในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์นั้น ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก และแน่นอนว่า จะไม่มีการใส่ฉากนี้ลงในฉบับดีวีดีด้วยเช่นกัน" ทั้งนี้ ในหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ นอกจากเฉิงหลงและหลี่ปิงปิงแล้ว ยังมีดาราดังทั่วฟ้าเมืองจีนร่วมแสดงมากมาย อาทิ เจ้าเหวินเซวียน หูเกอ ฝังจู๋หมิง (ลูกชายเฉิงหลง) หยูเส้าฉวิน เป็นต้น และเริ่มฉายรอบปฐมทัศน์ที่จีนไปเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อนึ่ง การปฏิวัติซินไฮ่นั้น เกิดขึ้นในช่วงปีซินไฮ่ของจีน หรือตรงกับค.ศ.1911 นำโดยดร.ซุนยัดเซ็น เพื่อล้มล้างระบอบศักดินาของราชวงศ์ชิง เปิดศักราชใหม่สู่ยุคประชาธิปไตยและสาธารณรัฐจีน โดยในปีต่อมาจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง “ผู่อี” ถูกบีบให้สละราชบัลลังก์ ปิดฉากระบบศักดินาที่อยู่คู่แผ่นดินจีนมายาวนานกว่า 2,000 ปี
ภาพของหนังโดยรวม ผมเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงมาก ที่ทำให้นักแสดงอย่าง เฉิงหลง ที่ต้องบู๊มากๆ ประเภท เตะ ต่อย ชก ขว้าง เหวี่ยงของ ไต่ โห่น ไปทุกครั้งที่มีการแสดง แต่ครั้งนี้ ต้องบอกว่า ไม่มีให้เห็น แต่ที่มีก็จะเป็นบทพูดมากกว่า มีการแสดงอารมณ์ที่ดูเหมือนจริงในบทผู้ช่วยของหัวหน้านักปฏิวัติ บทหนังเขียนให้แสดงอ้างอิงประวัติศาสตร์ได้ดีเหมือนจริง แต่ก็ต้องมีความเป็นหนังอยู่บ้าง ที่สำคัญพระเอกของเราได้ให้ลูกมาเล่นเป็นทหารด้วย เหมือนๆ เป็นหนังของครอบครัวไปเลย สรุปก็พอดูได้สำหรับเรื่องนี้ ซึ่งหนังทำนองนี้ได้ทำมาแล้วหลายๆ ครั้ง ครั้งนี้ก็เป็นอีกเรื่อง..ก็โอเคนะ สอบผ่าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น