
ใครจะรู้ว่า พิษสามารถถอนพิษได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราควรเรียนรู้การถอนพิษจากพิษด้วยกันเอง พิษนั้นคือ "เหล็กใน" อันเล็กๆ ที่มีสรรพคุณไม่ใช่แค่สร้างเจ็บปวดให้ แต่ยังช่วย "รักษา" คนเราให้หายขาดจากหลายๆ โรคมานักต่อนัก เป็นที่รู้กัน อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ แต่สำหรับวัย 69 กระรัตอย่างชายชราคนหนึ่งถึงจะดูแลตัวเองดีขนาดไหน สังขารก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา มารู้ตัวอีกที อาการอัมพฤกษ์ก็แวะมาทักทายถึงเตียงนอนแล้ว "วันนั้นเขาตื่นขึ้นมา กำลังจะลุกไปตลาดเลย" ภาษาเมืองของเขายืนยันว่า "จำได้แม่น" หลังจากนั้นร่างกายซีกขวาตั้งแต่แขนลงไป ก็หลุดวงจรการควบคุมของร่างกายไปโดยสิ้นเชิง คำอธิบายจากโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา ทำให้เขารู้ว่า "เส้นเลือดในสมองตีบ" เป็นต้นเหตุของการเจ็บป่วยดังกล่าว แพทย์เจ้าของไข้จึงให้ยาขยายหลอดเลือด กินยา ทำกายภาพ รักษาตัวอยู่ 3 เดือน ก่อนจะตัดสินใจไปใช้วิธีแบบฝังเข็ม แต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่นานนัก ลูกหลานที่รู้ข่าวจึงพาไปหาหมอฉีดยาที่พิษณุโลก และได้ใบสั่งยาให้ไปรับยาชุดที่คลีนิกแห่งหนึ่ง อาการ "ทรง" กับ "ทรุด" คือผลจากการเสียเงินไปหลายหมื่น...ตลอดระยะเวลา 7 ปี เปลี่ยนวิธีรักษามาจนแทบจะหมดทาง จนได้เห็นการใช้ "เหล็กใน" ผึ้ง รักษาโรคผ่านรายการบนหน้าจอโทรทัศน์ จึงตัดสินใจไปลองโดน "ต่อย" ดูสักที

เปิดตัว "หมอจิ๋ว"
"ผึ้งต่อย" ที่ เขาตัดสินใจให้ลูกหลานพามาทดลองก็คือ "อะพิเธอราพี" (Apitherapy) หรือ การบำบัดโดยใช้ผลิตภัณฑ์ผึ้ง ไม่ว่าจะเป็น น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง นมผึ้ง พรอพอริส ไขผึ้ง กระทั่ง พิษผึ้ง ตามประวัติศาสตร์นั้น ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าถือกำเนิดวิธีการเหล่านี้มาจากแหล่งใด แต่ปรากฏร่องรอยที่ประเทศกรีก อียิปต์ และจีน "ถ้าดูตามประวัติการใช้มาน่าจะย้อนกลับไปได้เป็นพันปี" นพ.ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นมาของการใช้ผึ้งในสรรพคุณทางยา จากข้อมูลในคัมภีร์ Veda และ Bible พบว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์ผึ้งมาว่า 4,000 ปี ในสมัยของ ฮิปโปเครติส (Hippocrates : 460-377 ก่อนคริสตกาล) บิดาแห่งการแพทย์ชาวกรีก มีการใช้พิษผึ้งเพื่อรักษาอาการเจ็บไขข้อและโรคปวดข้อ ระหว่างนั้น ประเทศจีนก็มีการกล่าวถึงการใช้ผึ้งต่อยเพื่อรักษาโรค มานานกว่า 3,000 ปีด้วย
"ตามประสาชาวบ้านเรื่องเล่าประเภทนี้จะมีเยอะ โดยเฉพาะในหมู่คนเลี้ยงผึ้ง เป็นความเชื่อไปถึงโรคอื่นๆ ที่นำเอามาใช้กันเอง จะมีประปรายให้เห็นอยู่" เขาอธิบาย แม้หลายๆ ประเทศ แถบเอเชียตะวันออก การใช้ "ผึ้งบำบัดโรค" จะค่อนข้างเป็นที่แพร่หลาย แต่สำหรับประเทศไทยเอง เรื่องผึ้งยังถือว่าค่อนข้างใหม่อยู่ อีกทั้งการทำการรักษาก็ยังเป็นรูปแบบของคลินิก ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศ ซึ่งยังถือว่าไม่ชัดเจน และเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ ภายหลังจากการจัดประชุมวิชาการเรื่องผึ้ง กับสมาคมผึ้งนานาชาติ เมื่อปีพ.ศ. 2552 ทางมหาวิทยาลัยจึงเริ่มการผสมผสานศาสตร์แขนงนี้เข้ามาในระบบการแพทย์ทางเลือก "จุดเริ่มต้นอยู่ที่สำนักวิชาเกษตรของมหาวิทยาลัย ได้มีการติดต่อสมาคมผึ้งนานาชาติ จากนั้นเราก็สนใจศึกษา โดยส่งหมอไปเรียน 1 หลักสูตร จนกลับมาลองทำดู" ในขั้นตอนวงเสวนา ของการอบรมเชิงปฏิบัติการ ที่มหาวิทยาลัย เขาจึงได้ถูกบรรจุชื่อลงเป็น "เคสทดลอง" คนแรก "เจ็บแป๊บเดียวแหละ" เสียงนั้นตอบร่าเริง

วันแรกของการอบรมฯ ตั้งแต่ขาขวาจนถึงแขนขวา ตัวเขา มี "เหล็กใน" ฝังอยู่ประมาณ 14 ชิ้น ก่อนคุณหมอจะค่อยๆ ถอนออก และออกใบนัด เขาต้องทานนมผึ้งควบคู่กับยาขยายหลอดเลือด จนผ่านการ "ต่อย" ไป 8 ครั้ง สิ่งที่บั้นปลายชีวิตหวังไว้จึงเริ่มเห็นผล ถึงจะไม่สามารถใช้ได้เหมือนอย่างคนปกติทั่วไป แต่เทียบกับการยกแขนขึ้นมาสูงระดับอกได้ จากเดิมแม้แต่จะยกแขนจากพื้นยังไม่มีปัญญา นี่ถือเป็นความก้าวหน้าสำหรับตัวเขามากแล้ว "ก็ต้องรักษากันไปอย่างนี้นั่นแหละ" ประกายความหวังในช่วงชีวิตที่เหลือหลังจากนี้ ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
รักษาด้วย "พิษ"
"หลักการใช้ผึ้ง จะเหมือนการฝังเข็มจีน เพียงแต่ไม่ได้ใช้ทุกจุด เพราะจะมีปัญหาเรื่องของพิษผึ้งที่เข้าไป" คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้จำแนกความแตกต่างระหว่าง "ฝังเข็ม" กับ "เหล็กใน" เขากับ นพ.ญ.รองคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของมหาวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นแพทย์มือฝังเข็ม (เหล็กใน) ประจำแผนก "ผึ้งบำบัด" น้องใหม่ของสายการรักษาภายในโรงพยาบาล ส่วนหนึ่งของการวิจัยผลิตภัณฑ์จากผึ้งร่วมกับ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรจังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ผึ้งบำบัดอีกคนของเมืองไทย "พิษที่เข้าไปจะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตสารในเรื่องของอาการปวด หรือลดการอักเสบได้ อีกทั้งเราไม่จำเป็นต้องใช้หลายๆ จุด เราสามารถใช้จุดเดียวบริเวณใกล้เคียงก็ได้ผลด้วย เพราะพิษจะกระจายออกไป" เขาอธิบาย "พิษ" ที่นพ.ท่านนั้นหมายถึงก็คือ ฮีสตามีน (Histamine) เซอโรโตนิน (Serotonin) และโดพามิน (Dopamine) ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางเคมีที่มีคุณค่าทางการแพทย์ เพื่อใช้รักษาอาการปวดนั่นเอง
การนำพิษผึ้งมาบำบัด สามารถทำได้โดยการจับผึ้งด้วยคีมหนีบ แล้วนำผึ้งไปต่อยตำแหน่งที่ต้องการรักษาของผู้ป่วย ผึ้งจะต่อย และหลั่งน้ำพิษออกมา ปล่อยไว้ 3-5นาที จึงค่อยถอนเหล็กในออก น้ำพิษที่อยู่ในตัวผู้ป่วยจะบรรเทาอาการปวดตามร่างกาย ซึ่งผึ้งที่นำมาต่อย จะเป็นผึ้งสายพันธุ์ Apis mellifera L. เนื่องจากเหล็กในของผึ้งพันธุ์นี้จะยาว และมีปริมาณน้ำพิษเหมาะกับการรักษา ส่วนอีกวิธีคือ การใช้พิษผึ้งสกัดมาใช้ภายนอก แล้วพัฒนารูปแบบให้เหมาะกับการใช้งาน มีทั้งชนิดน้ำ ชนิดแผ่น และชนิดพลาสเตอร์ โดยปัจจุบันมีการใช้กันในประเทศจีน แต่ยังไม่มีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย และวิธีการสุดท้ายคือ การใช้พิษผึ้งที่สกัดเพื่อนำมาฉีด โดยแพทย์จะฉีดบริเวณของจุดเจ็บ หรือจุดตามเส้นลมปราณ ในร่างกายบริเวณกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับการต่อยผึ้งซ้ำได้อีก ส่วนใหญ่นิยมใช้กับอาการอักเสบต่างๆ มีการใช้ในประเทศจีน แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้พิษผึ้งสกัด เพื่อนำมาฉีดเพราะตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย เพื่อประเมินความปลอดภัย (ข้อมูลจากกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร)

โดยหลักในการรักษา เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญก็คือ ต้องสกรีนคนไข้ที่มีผลข้างเคียงต่อพิษผึ้งออกมาให้ชัดเจน เพราะเกสรดอกไม้ แมลงสัตว์กัดต่อ หรือยาปฏิชีวนะต่างๆ เพราะอาจส่งผลร้ายถึงชีวิตได้ หลังจากนั้นจึงมาทดสอบว่ามีอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้จุดบริเวณหลังมือ ซึ่งในฐานะหมอ เขาเองยอมรับว่าบางครั้งก็บอกอะไรไม่ได้ "บางทีทดสอบก็ไม่แพ้ แต่เวลาทำแพ้ได้ หรือทำครั้ง สองครั้งแรก ไม่แพ้ ครั้งที่ 3 อาจจะแพ้ก็ได้ ซึ่งบอกไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องอยู่ที่หมอ ต้องสังเกต ถ้าทดสอบแล้วผื่นขึ้น กระจายทั้งตัว หรือมีอาการคัน เราก็ต้องรีบเอาคนไข้ออก รักษาเสร็จก็ต้องดูอาการคนไข้อีก 30 นาที ดูว่ามีอาการแพ้หรือเปล่า" ตัวอย่างเช่น หากผ่านการทดสอบ-รักษาอยู่ในระยะเวลา 3-5 วัน ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบใหม่ แต่ถ้าเกิน 5 วันขึ้นไป จะต้องทำการทดสอบอาการแพ้พิษผึ้งทุกครั้ง ซึ่งในช่วงแรกของการเปิดทำการรักษาทั้ง นพ.และนพ.ญ.ต่างก็พบว่า ผู้ป่วยมีอาการแพ้อยู่ราว 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันหลังจากมีการปรับระบบพัฒนารูปแบบการสกรีนคนไข้ หรือวิธีการลดอาการแพ้ อัตราส่วนก็ลดลงเหลือราว 2 เปอร์เซ็นต์
"แต่เราก็กลัวทุกวันนะ ไม่ใช่ไม่กลัว เพราะความเสี่ยงมันมี" นพ.ญ.ให้เหตุผล สำหรับ การฝังเหล็กในให้กับผู้ป่วยนั้น มีหลักการตามอาการของผู้เข้ารับการรักษา เช่นเดียวกับระยะเวลาของการรักษา ซึ่งตามอาการเช่นกัน "ขึ้นอยู่กับโรค เขาเป็นมากน้อยแค่ไหน อีกอย่างก็คือ เป็นระบบหรือเปล่า ถ้าเขาปวดเข่าอย่างเดียว มีจุดกดเจ็บ 2 จุดก็พอ แต่ถ้าคนไข้อัมพฤกษ์ ไมเกรน มันต้องใช้หลายจุด แต่เราก็พยายามใช้จุดให้น้อยที่สุด เคสอัมพฤกษ์เอง บางครั้ง อาการประเมินจะยากหน่อย เพราะการฟื้นตัวมันจะช้า ไม่เหมือนพวกปวดข้อ ปวดไหล่ ทำวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะดีขึ้นแล้ว บางครั้ง ทำ 2-3 ครั้งก็หายแล้ว" นพ.อธิบาย

หายแบบ "ผสมผสาน"
จำนวนผึ้งที่ใช้รักษาจะอยู่ราว 1,200 ตัวต่อวัน ซึ่งผึ้งที่ถูกนำมาใช้รักษาจะเป็น "ผึ้งทหาร" (Solider Guard Bee) ที่มีอยู่ราว 20 เปอร์เซ็นต์ของฝูงผึ้งทั้งรัง ข้อมูลจาก ดร.อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย ผู้รับผิดชอบในการดูแล-ผลิตผึ้งป้อนให้โรงพยาบาลเผยจำนวนผึ้งที่ใช้ ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นความนิยมของคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการ แต่ถ้าถามความเห็นคนรักษา แล้วล่ะก็..."ไม่รับรองผลหรอกครับ" นพ.ได้ให้คำตอบทันที ไม่ต่างจาก นพ.อีกท่าหนึ่ง "ไม่ใช่ป่วยโรคอะไรก็จะมาทางนี้หมด นี่ไม่ใช่ยาวิเศษนะครับ" เขาบอก ที่เป็นแบบนั้น ผอ.โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ได้ขยายความว่า เพราะผึ้งบัดบำ ถือเป็นแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่ง ซึ่งต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบันที่มีตัวงานวิจัยต่างๆ รองรับชัดเจน ทำให้ยังมีหลายๆ ข้อจำกัดอยู่ "ที่เห็นผลคือ ปวดเรื้อรังทั้งหลายได้ผล แต่ขณะเดียวกันการตอบสนองการรักษาก็แล้วแต่คน ไม่เหมือนกันเลย บางคนอาจจะไม่ได้ผลเลย บางคนก็ตอบสนองแรงมาก บางคนถึงขั้นแพ้ก็มี ตรงนี้ก็กลายเป็นข้อจำกัดอีกข้อหนึ่ง คนไข้จึงต้องเป็นคนที่ผ่านการรักษาทางแผนปัจจุบันมาแล้วมีเหตุจำเป็นให้ต้องหยุด บางคนไปทำหลายอย่าง แล้วไม่หาย เป็นต้น" เขายกตัวอย่าง

ถึงอย่างนั้น วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ช่วงครึ่งวันเช้า คนไข้ก็ยังมารอรับการรักษากันชนิด "ล้นบัตรคิว" อยู่ดี "เต็มที่ 200 คนต่อวัน ตั้งแต่เช้าจดเย็นเลยนะ เรากะเวลาไว้แค่ ครึ่งวัน ตัวคนไข้เองก็รักษาไม่นาน แต่ถ้าทำให้ดีก็ต้องดูรายละเอียด ต้องใช้เวลาเหมือนกัน แต่พอคนไข้มานั่งรอเป็นร้อย เราจะไปมัวทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ ตอนนี้ก็ทำเอาเร็ว" นพ.ญ.พูดถึงลักษณะการทำงานปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในการรักษา บางครั้ง "ความเสี่ยง" กับกระแสของการ "บอกต่อ" ก็กลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุน แม้จะไม่รับรองผลคนไข้ก็ยังยินดีจะเสี่ยงอย่างกรณีของ แม่ค้าขายผักตลาดนัดท่านหนึ่ง ที่ตัดสินใจดั้นด้นมาถึงที่นี่เพราะถูกใจเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิน 500 บาทต่อการรักษา 1 ครั้ง "เห็นเขารักษาหายกันก็เลยมา มั่นใจนะว่าจะหาย" แม่ค้าบอก อย่างไรก็ตาม "ทางเลือก" เมื่อผสานกับ "แผนปัจจุบัน" ประสิทธิภาพในการรักษาก็ดูจะกลายเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับคนรักษา และคนรับการรักษาอยู่ไม่น้อย "บางทีเราก็ผสมผสาน อย่างกายภาพบำบัด ฝั่งเข็ม ส่วนใหญ่จะเป็นแผนปัจจุบันกับทางเลือก นวดด้วยมียากินด้วย ฝังเข็มด้วย ต่อไปก็คงดูว่าจะเอามาเสริมกันอีกได้ไหม อย่าง การนวด จะเอามาฝังเข็มเสริมไหม" นพ.บอกแนวทางอันถือเป็นแนวปฏิบัติแรกๆ ในการทำโรงพยาบาลที่นี่
เขาเชื่อว่าแต่ละอย่างมีจุดอ่อนจุดแข็งในตัวเอง สิ่งสำคัญก็คือการเปิดใจรับ เหมือนอย่างที่คนในฝั่งการรักษาอย่าง นพ.ก็มองไม่ต่างกัน "อย่างคนไข้มาด้วยอาการปวดหลัง เราตรวจแล้ว กระดูกสันหลังคด แต่เขาปวดมาก การใช้ผึ้งต่อยจะลดอาการปวด คนไข้อาจจะปวดหลังน้อยลง แต่การแก้กระดูกสันหลังที่คดนั่นเป็นการแก้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กายภาพบำบัดก็ต้องเข้ามา" เขายกตัวอย่างประกอบ ซึ่งในเรื่องนี้ กำลังอยู่ระหว่างการทำรายงานวิจัยส่งให้กับกระทรวงสาธารณสุขพิจารณา โดยทางมหาวิทยาลัยเองมีโครงการสำหรับวิจัยเรื่องนี้อย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า ทั้งหมดก็เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด "เพราะไม่มีอะไรเพอร์เฟคครับ"
โรคที่เหมาะกับการรักษาด้วยผึ้งบำบัด แบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการได้แก่
กลุ่มอาการปวด และอาการชา เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน ปวดเอว ปวดไหล่ ปวดขา ปวดต้นคอ ปวดประจำเดือน คอตกหมอน มือชา เท้าชา
กลุ่มอาการไขข้อ เช่น ไขข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ข้อเข่าเสื่อม นิ้วล็อก เส้นเอ็นอักเสบ โรคเกาต์
กลุ่มอาการอื่นๆ เช่น ริดสีดวง ตะคริวน่อง ไซนัสอักเสบ นอนกรน เลิกบุหรี่ อัมพฤกษ์ อัมพาต อัลไซเมอร์
แค่นี้ก็เป็นความหัศจรรย์มากพอแล้วที่ใช้พิษถอนพิษได้อย่างเหลือเชื่อจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น