
ความจริงวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความประพฤติและการปฏิบัติตนของสมาชิกในสังคม หรือกลุ่มคนในสถานที่ทำงาน เพราะวัฒนธรรมเป็นความเชื่อ ความคิด ค่านิยม และวิถีปฏิบัติที่ทุกคนร่วมกันยึดถือ ปัจจุบัน ผู้บริหารส่วนใหญ่ในบ้านเมืองเรามีความเข้าใจตรงกันมานานแล้วว่า คุณภาพของพนักงานจะเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสุข ต้องอาศัยปัจจัยร่วมกันหลายอย่าง เช่น ได้ผู้บริหารที่เป็นผู้นำ ทุ่มเท จัดกลไกการบริหารที่มุ่งสู่ผลลัพธ์ที่พนักงาน มีพนักงานที่มีจิตวิญญาณของความเป็นคนทำงานที่แท้จริง รักเมตตาผู้อื่น รับผิดชอบกับงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด ตั้งใจคิดค้นแสวงหากระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และสถานที่ทำงานมีปัจจัยความพร้อมทางสื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะช่วยการเรียนรู้ของพนักงาน เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า ถ้าองค์กรใดหรือบริษัทใดมีวัฒนธรรมการทำงานที่ดี ก็จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของปณิธานความมุ่งมั่น และพลังการปฏิบัติของผู้บริหาร และพนักงานได้มากขึ้น ในขณะที่ผู้บริหารหลายคนกำลังศึกษาหาวัฒนธรรมที่จะส่งผลต่อคุณภาพของพนักงาน ผมมีความคิดว่า เราน่าจะมาสำรวจค้นหาวัฒนธรรมการทำงานที่ควรปรับแก้ เพราะบางส่วนของวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่เหมาะสมจะเป็นตัวฉุดรั้งความสำเร็จของคุณภาพการทำงาน
ประการที่หนึ่ง ควรแก้วัฒนธรรมที่ยึดระเบียบข้อบังคับเป็นที่ตั้ง แล้วมุ่งทำงานให้สอดคล้องกับระเบียบ ซึ่งวัฒนธรรมใหม่ควรยึดเอาผลลัพธ์เป็นเป้า แล้วคิดวิธีการทำงานให้ได้ผลลัพธ์โดยเร็วและประหยัด ถ้าในวิธีทำงานนั้นมีระเบียบใดเป็นอุปสรรคค่อยคิดปฏิบัติไม่ผิดระเบียบ หรือคิดปรับปรุงแก้ไขระเบียบให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น โดยยึดประโยชน์ของพนักงานเป็นหลัก มีผู้กล่าวว่า คงมีแต่ประเทศไทยที่เวลาจะคิดทำอะไรก็จะต้องค้นหาว่ามีระเบียบข้อบังคับใดกำหนดให้ทำได้จึงจะทำ แต่ชาติอื่นเวลาจะคิดทำอะไรก็จะลงมือทำทันทีถ้าไม่มีระเบียบข้อบังคับห้ามทำ สองแนวคิดนี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ผลดีต่างกัน
ประการที่สอง ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมที่มีการวางแผนทำงาน โดยยึดถือธรรมเนียมที่เคยทำกันมาหรือเคยบอกกล่าวกันมา แต่หันมาคิดออกนอกกรอบความคิดเดิม ๆ บ้างถ้าจะทำให้บรรลุผลลัพธ์ได้ดีขึ้น หลายครั้งที่มีผู้เสนอเรื่องใหม่ให้ทีมงานพิจารณา ก็จะพบธรรมเนียมประหลาดที่จะมีผู้ยกมือพูดคัดค้านอ้างเหตุผลสารพัดว่ามีอุปสรรค ทำได้ไม่สำเร็จ แทนที่จะเสนอว่าเราจะช่วยกันหาวิธีการอย่างไรจึงจะทำได้สำเร็จ อีกอย่างหนึ่ง คือ การคิดว่าจะใช้งบประมาณไปทำอะไร สิ่งที่ควรจะเป็น คือ การคิดว่าจะใช้งบประมาณไปทำให้บังเกิดผลอะไร ประเพณีการรายงานโครงการก็ควรปรับเปลี่ยนเพราะมักรายงานว่าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่ควรรายงานว่า ได้ผลลัพธ์อะไรมากน้อยเพียงใด ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่

ประการที่สาม ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมการครอบงำความคิดแบบเผด็จการของผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้ขาดโอกาสในการร่วมคิดแสวงหาทางเลือกที่หลากหลายอย่างมีเหตุผล นั่นคือ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมตามครรลองประชาธิปไตย วัฒนธรรมการใช้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล และวัฒนธรรมเกรงการเสียหน้าถ้าแพ้เหตุผลของผู้อื่นจนเกิดวัฒนธรรมเกรงใจกัน ยอมกันไปโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรปรับเปลี่ยน ความคิดนี้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าแสดงความแตกต่างอย่างมีเหตุผล และกล้าที่จะยืนหยัดอยู่กับความคิดที่ถูกต้องตามเหตุผลและหลักการ
ประการที่สี่ ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมการปล่อยวางปัญหาขององค์กร การโยนกลองกล่าวโทษว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น การถือว่าองค์กรไม่ใช่ของตนแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ควรต้องหันมาสู้ปัญหายอมรับความจริง และหาหนทางแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเร็ว หลายครั้งที่ผู้บริหารพบปัญหาการทำงานของพนักงานแต่ก็ปล่อยปละละเลย รอให้มีคำสั่ง รอให้มีสูตรสำเร็จจากหน่วยเหนือ รอการมีคู่มือแนะนำการแก้ปัญหาจึงจะแก้ปัญหาได้ สิ่งเหล่านี้ควรมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมมาเป็นการกล้าคิด กล้าลอง คิดค้น ลงมือแก้ปัญหา แม้จะแก้ได้ไม่สำเร็จในทันทีแต่เมื่อได้ลองทำไป ประเมินผลไป ปรับปรุงแก้ไขไปก็จะพบความสำเร็จได้ในไม่ช้า การละเลย การแก้ปัญหาของส่วนรวมบางครั้งมาจากวัฒนธรรมที่บางคนคิดว่าจะได้อะไรตอบแทนเป็นส่วนตัวถ้าเสียสละทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน คิดให้มากกว่า "เราจะทำอะไรให้กับบริษัท" แทนที่จะคิดว่า "เราจะได้อะไรจากบริษัท" น่าจะทำให้การพัฒนาคุณภาพการทำงานพบความสำเร็จได้มากขึ้น

ประการที่ห้า ควรแก้วัฒนธรรมการทำงานที่ทำงานไปตามหน้าที่แลกกับเงินเดือนไปวัน ๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นวัฒนธรรมที่สนใจใฝ่เรียนรู้ หาความรู้ความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำความรู้ความคิดใหม่ ๆ มาพัฒนาตน พัฒนางาน ปรับเปลี่ยนตนให้ทำงานได้ดีขึ้น และปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่พึงปรารถนายิ่งขึ้น มีผู้กล่าวว่า ถ้าท่านสนใจใฝ่เรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ รอบข้างก็เป็นครูของท่านได้หมด วัฒนธรรมใฝ่รู้ ใฝ่ดี จะส่งเสริมวัฒนธรรมรักการทำงาน พอใจที่จะทำงานให้บังเกิดผลดีที่สุด และพอใจที่จะพัฒนาการทำงานให้บังเกิดประสิทธิภาพอยู่เสมอ
สรุปส่งท้าย วัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามจะมาจากสองส่วน คือ มีระบบการทำงานที่ดี และมีคนเก่งคนดีอยู่ในระบบเพื่อร่วมรักษาระบบให้ยั่งยืน หัวใจสำคัญคงอยู่ที่การบริหารบุคคลว่าจะสามารถกลั่นกรองหาคนเก่งคนดีมาเข้าระบบงานได้ดีเพียงใด และมีระบบที่ส่งเสริมคนเก่ง คนดี ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ควบคุมคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจรับผิดชอบบริหารงาน น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการมีวัฒนธรรมที่พึงปรารถนา
ขอให้ผู้บริหารและพนักงานเงินเดือนทุกคนลองใคร่ครวญ และปรับปรุงวัฒนธรรมในองค์กรของตนเองให้ดีมากขึ้นนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น